สวัสดีจาก Orange Writer
posted on 01 Jun 2006 13:25 by sokissme in Orange-Writer
ฉันเกิดในต้นหน้าฝน
และถูกตั้งชื่อเล่นตามชื่อเดือนที่ถือกำเนิด
ฉันชอบชื่อเล่นตัวเองน่าดู
เหมือนเวลาใครเรียกชื่อฉันเบาๆ
...แล้วมันจะมีมวลอากาศเย็นๆเคลื่อนไหวได้อยู่รอบๆตัว
บางครั้งฉันก็ชอบหน้าฝน ชอบอากาศเย็นๆเวลาซุกตัวอยู่ใต้ผ้าห่มอุ่น
ฉันชอบตัวเองเวลาไม่เปียกฝน
ชอบดูเวลาเม็ดฝนกลิ้งไหลบนกระจกใสๆ
...เม็ดฝนสวยราวเพชรที่หล่นลงมาจากฟ้า
ฉันอยากออกไปดูให้เห็นกับตาว่าเม็ดฝนสวยอย่างที่เห็นผ่านกระจกหรือเปล่า
แต่สำหรับคนที่เคยเปียกซกและหนาวสั่น
เพียงเสียงฝนตกกระทบหลังคาก็อาจจะทำให้ฟันสั่นกระทบกันได้แล้ว
โลกเสมือน สำหรับฉันแล้วช่างไกลตัวสิ้นดี
...เพราะฉันมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์น้อยมาก
เหมือนเรื่องไกลตัวที่เป็นเพียงภาพลวงตา
เช่นเวลาเรามองเห็นรอยน้ำบนถนนระยับแดดลิบๆ...รอยน้ำที่ไม่มีอยู่จริง
ฉันมีอีเมลล์อันแรกตั้งแต่ฮอตเมลล์ยังเริ่มเตาะแตะ
คนที่ฉันบอกให้มาเป็นล่ามระหว่างฉัน
..กับเครื่องมือมีปุ่มที่ฉันไม่ค่อยเข้าใจมันนัก
โดนฉันบังคับให้มาสร้างอีเมลล์แอดเดรสให้หน่อย
อืม ชื่ออะไรดี
ขณะที่ฉันคิดไปต่างๆนาๆเกี่ยวกับชื่อนางเอกในวรรณกรรมเอกต่างๆ
เขาก็บอกกับฉันว่า เสร็จแล้ว
อ๊ะ ชื่อนางเอกในวรรณกรรมล่ะ
เออ เอาชื่อเธอนั่นแหล่ะ เติมคำนำหน้านิดหน่อย
แล้วฉันก็ใช้มันมาเรื่อยๆ
แต่ไม่เคยใช้สื่อสารกับคนอื่นๆเลยยกเว้นคนที่เคยเห็นหน้าค่าตากัน
สำหรับเอ็มเอสเอ็มนั้น
ฉันใช้มามากกว่า 5 ปีแต่ไม่เคยคุยกับใครที่ไม่รู้จัก
จนเมื่อต้นปีก่อน ฉันเริ่มรับแอดจากคนที่รู้จักกันทางตัวหนังสือ
อาจจะเริ่มจากเรื่องโรงเรียนเก่าที่ฉันเขียน
ทำให้ฉันค้นเจอน้องโรงเรียนที่อยู่ร่วมกระดานตัวหนังสือ
แล้วพี่บางคนที่เคยรู้จักกับเพื่อน เรียกว่าเพื่อนของเพื่อนก็คงได้
แต่คนแปลกหน้าจริงๆที่ฉันรับแอดมาโดยความเผลอเรอหรืออะไรก็ตาม
น่าจะเป็น"หล่อน"
แม้ว่า"หล่อน"จะคงความลึกลับของตัวเองไว้อย่างเสมอต้นเสมอปลาย
แต่ฉันก็ยังคุยกับเธอเสมอ
เมื่อเห็นเธอปรากฎกายในชุดอ้วนเขียวด้วยชื่อประหลาดๆอย่าง"ปวดอึ"
และสำหรับ"คนสีฟ้า"
เขาถูกแนะนำผ่านมาทางหล่อนอีกที
เพราะฉันไม่คุยกับคนแปลกหน้า
(ยกเว้นตอนเผลอเรอรับแอด"หล่อน"มา)
เมื่อแรกฉันชอบคุยกับคนสีฟ้าเพราะเขาอ่านหนังสือเยอะ
การเจรจาของเราจึงเป็นไปด้วยเรื่องหนังสือล้วนๆ
และบางทีฉันก็ถามหามุมมองที่แปลกออกไปจากเขา
ฉันว่าบางครั้ง"มนุษย์"ถูกดึงดูดกันด้วยกระแสที่มองไม่เห็น
เราจะค่อยๆขยับเข้าหากันทีละน้อยๆ
กระแสนั้นฉันก็บอกไม่ถูกว่าคืออะไร
จึงทำให้อยากพูดจากับเธอ อยากแข่งกันตั้งชื่อให้เก๋กว่า
สำหรับมนุษย์ที่มีเปลือกแข็งหุ้มตัวอย่างฉันถือเป็นเรื่องประหลาด
ฉันกลัวความสัมพันธ์ เหมือนกับที่กลัวฝน
บางครั้งฉันก็ใช้ชีวิตราวกับนักท่องเที่ยวแม้ว่ามันเป็นชีวิตของฉันเอง
ฉันเลือกที่จะเป็น"คนรัก"กับคนที่ฉันไม่รักมากพอ
เพราะคิดว่าน่าจะไม่เจ็บปวดอะไรเมื่อเราต้องจากกัน
และเลือกที่จะมี"ความรัก"เป็นคนละคนกับ"คนรัก"
นักท่องเที่ยวมีสิทธิ์ที่จะเลือกนั่งอยู่ในรถปรับอากาศ
แต่รถปรับอากาศในจินตนาการของฉันไม่เคยมีจริง
เมื่อวันที่ฉันผู้คิดเสมอว่าจะปลอดภัยจากสายฝน
...เปียกซกและหนาวสั่นแทบตาย
แถมยังไม่ได้ลิ้มรสหวานของ"ความรัก"
เพราะมัวแต่พิสูจน์ทฤษฎีความสัมพันธ์การแยกระหว่าง"ความรัก"และ"คนรัก"
เอาเข้าจริงๆแล้วการเป็นนักท่องเที่ยวในชีวิตของตัวเอง
ไม่ได้ทำให้ฉันปลอดภัยจากความเจ็บปวดเอาเสียเลย
ฉันมักจะเอาด้านหวานและขำหันเข้าหาผู้คนเสมอ
และเล่าความเศร้าของตัวเองได้ยากกว่าอะไรทั้งหมด
หากคุณเคยเดินท่ามกลางฝนที่ตกหนัก
คุณก็อาจจะรู้ได้ว่าแม้แต่การลืมตาเพื่อมองทางก็ยากลำบากนัก
ในวันที่ครรลองสายตาฉันพร่ามัวด้วยน้ำตา
ฉันไม่ทราบนึกอย่างไรจึงเล่าเรื่องเศร้าให้คนทั้งสองนี้ฟัง
การเล่าให้ใครสักคนฟังยาก
...แต่ให้ความรู้สึกแบ่งเบาอย่างประหลาด
ฉันผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนั้นมาเพราะมีคนสองคน
คนในโลกเสมือนที่ฉันเคยนึกขำว่า
"จะมีจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้"
ฉันเป็นคนตกแต่งภาพ theme บนบล็อกนี้เอง
ด้วยการหารูปรองเท้าสามคู่มาวางไว้ใกล้กัน
และตั้งชื่อสถานที่ในอุดมคตินี้ว่า "Platonic Place"
เพราะฉันคิดว่าบางทีฉันจะเลิกเป็นนักท่องเที่ยวในชีวิตของตัวเองเสียที
...อาจจะลองเป็น"นักเดินทาง"ดูบ้าง
นักเดินทางที่อาจจะเดินช้าไปบ้างกว่าจะถึงที่หมาย
แต่คงรู้สึกดีที่ได้สัมผัสสิ่งต่างๆจริงๆ
ฉันจึงเลือกรูป "รองเท้า" มาวางไว้ในสถานที่แห่งอุดมคติ
และตอนนี้ฉันก็รู้แล้วว่า เมื่อน้ำตามันท่วมโลก
ฉันจะมีคนสองคนที่สามารถจะเป็นคน"รับฟัง"
และฉันจะสามารถหันด้านเศร้าให้มองเห็นได้เสมอ
ถ้าฉันเดินแล้วล้ม หัวเข่าถลอก ฉันจะใส่ยาให้ตัวเอง
ถ้าฉันลุกเองไม่ไหว
ฉันก็จะร้องเรียกสองคนมายืนใกล้ๆ
...แล้วจับแขนเขาเพื่อพยุงตัวขึ้น ฉันว่าไม่น่าจะยาก
ฉันจะลองเป็น"นักเดินทาง"ในชีวิตของตัวเองดู